ODIE นักร้อง/นักแต่งเพลงแนว Genre-Bending ทำให้ฐานผู้ฟังเพิ่มขึ้นถึง 69% ด้วยวิธีนี้

ความเห็นของ ODIE และทีมงานจาก EMPIRE เกี่ยวกับการเพิ่มจำนวนผู้ฟังขึ้นตามพัฒนาการของเพลง และการทดลองใช้ Discovery Mode ให้เหมาะกับกลยุทธ์
ODIE กลับมาแนะนำตัวกับผู้ฟังอีกครั้ง นักร้อง/นักแต่งเพลงแนวลูกผสมชาวแคนาดาแต่มาโตที่แคลิฟอร์เนีย กำลังเตรียมออกอัลบั้มที่สองในปลายปีนี้ หลังจากปล่อยอัลบั้มเปิดตัว Analogue ออกมาในปี 2018 และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีซิงเกิลฮิตอย่าง "North Face" และ "Little Lies"
ศิลปินวัย 24 ปีผู้นี้พูดคุยกับ Spotify for Artists จากสตูดิโออัดเสียงในลอสแอนเจลิส โดยกล่าวว่าผลงานครั้งนี้จะเป็นการสะท้อนพัฒนาการทางดนตรีนับตั้งแต่ออกอัลบั้ม Analogue มา "ผลงานของผมตั้งแต่เริ่มทำเพลงมามีประเด็นหลักอยู่ที่การแสดงถึงการเติบโตทางจิตวิญญาณของตัวผมเอง" ODIE กล่าว หลังจากประสบความสำเร็จกับอัลบั้มเปิดตัว ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า ODIE ก็คือการทำให้ฐานแฟนเพลงเติบโตไปพร้อมกัน ODIE เป็นหนึ่งในศิลปินของค่าย EMPIRE ที่ได้ทดลองใช้ Discovery Mode เครื่องมือชิ้นใหม่จาก Spotify for Artists ที่ช่วยให้ศิลปินเข้าถึงผู้ฟังหน้าใหม่ๆ บน Spotify ได้ดีขึ้น ODIE ซึ่งกำลังหัวหมุนกับการทำอัลบั้มถัดไป สละเวลาในช่วงที่พักจากการทำเพลงมาเล่าให้เราฟังสั้นๆ เกี่ยวกับการปรับ Discovery Mode ให้เข้ากับกลยุทธ์ซึ่งช่วยให้เขาทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ
เพลงของ ODIE ซึ่งบางครั้งก็ได้รับการจัดประเภทเป็นแนวเพลง "อัลเทอร์เนทีฟอาร์แอนด์บี" ที่เป็นการหยิบเอาดนตรีรูปแบบต่างๆ ที่มีอิทธิพลกับชีวิตของศิลปิน ร่ายมาตั้งแต่ฮิปฮอป ร็อก อัลเทอร์เนทีฟ ป็อป อาร์แอนด์บี ไปจนถึงเพลงไนจีเรียที่เขาซึมซับมาจากพ่อแม่ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก มาผสมผสานเข้าด้วยกัน ODIE ภูมิใจกับการเปิดรับดนตรีทุกรูปแบบรวมถึงแนวเพลงที่ยากจะจัดประเภทของตัวเอง โดยยกย่องให้ศิลปินหัวขบถอย่าง Kid Cudi และ Frank Ocean เป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อตัวเอง "ผมไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นศิลปินแนวอาร์แอนด์บี เป็นแรปเปอร์ หรือเป็นแนวอัลเทอร์เนทีฟอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมแค่ทำเพลงอย่างที่ตัวเองชอบ ซึ่งกลั่นมาจากทุกสิ่งที่ผมชอบเท่านั้นเอง" ODIE กล่าว ความสงสัยใคร่รู้และชอบทดลองดนตรีรูปแบบใหม่ๆ ทำให้ผลงานของเขาในเพลย์ลิสต์จากบรรณาธิการของ Spotify ซึ่งไม่แบ่งแนวเพลงและเน้นไปที่อารมณ์ความรู้สึก เช่น Lorem และ Pollen เป็นที่ชื่นชอบและถูกใจบรรดาแฟนๆ ที่ไม่เชื่อเรื่องการแบ่งแนวเพลงเช่นกัน
ในฐานะศิลปินหน้าใหม่ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว ODIE อยากที่จะพัฒนาขึ้นในทางดนตรีและมีฐานผู้ฟังเพิ่มเป็น 1.65 ล้านคนต่อเดือนไปพร้อมๆ กับการพัฒนาตัวตนและผลงานต่อไป สำหรับ ODIE และ Chris Emmett ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและผู้จัดการ มองว่าการประสานช่องว่างระหว่างของเก่ากับของใหม่ต้องใช้แนวทางแบบองค์รวม "เราต้องการให้เป็นการเดินทางที่สั่นสะเทือนความรู้สึกมากกว่าจะเป็น [แค่] การแลกเปลี่ยนสินค้าเฉยๆ นี่ไม่ใช่แค่การปล่อยผลงานเพลง แต่เป็นการเผยแง่มุมหนึ่งของชีวิตออกมา" Emmett กล่าว ซึ่งสำหรับทั้งสองคน นั่นหมายถึงการปล่อยผลงานอย่างต่อเนื่องจนต่อยอดไปเป็นอัลบั้มใหม่ อย่างซิงเกิลในปี 2020 ของ ODIE ที่ชื่อว่า "Slowly" และ "Miss Summer" ซึ่งให้อารมณ์ความรู้สึกใกล้เคียงกับซิงเกิลในอัลบั้ม Analogue และ EP ที่มีชื่อว่า N.F.A. [No Future Ambition] Demos ซึ่งเป็นการสำรวจสภาวะทางอารมณ์นับจากอัลบั้ม Analogue มาจนถึงตอนนี้ "ผมทำเพลงเยอะมากในช่วง 1 ปีกับ 6 เดือนที่ผ่านมา เยอะจนเรียกได้ว่า เราวางแผนการออกผลงานในปีนี้ ปีหน้า จนถึงปีต่อๆ ไปเอาไว้แล้ว"
ในระหว่างนี้ การเพิ่มจำนวนผู้ฟังคือกุญแจสำคัญของแผน ขณะที่ป้อนเพลงให้แฟนๆ ในปัจจุบันได้ฟังระหว่างรออัลบั้มใหม่ ทั้งสองก็อยากให้ผู้ฟังหน้าใหม่ได้รู้จักเพลงเก่าๆ และสนใจเข้าไปฟังเพลงในแคตตาล็อกของ ODIE บน Spotify ด้วย ซึ่ง Discovery Mode เข้ามาช่วยให้เป้าหมายนี้เป็นจริง โดยทำให้เพลงของ ODIE มีโอกาสเข้าถึงผู้ฟังบน Spotify มากขึ้นเมื่อผู้ฟังเปิดรับการค้นพบมากที่สุด ส่วน EMPIRE ก็เป็นหนึ่งในค่ายเพลงกลุ่มเล็กๆ ที่ได้ทดลองใช้ฟีเจอร์การพัฒนากลุ่มผู้ฟังแบบใหม่นี้ และให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนา Discovery Mode ให้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อศิลปินในทุกช่วงของเส้นทางอาชีพ
Discovery Mode ให้ทีมศิลปินเลือกเพลงที่ต้องการแสดงเป็นอันดับแรกๆ ในรายการแนะนำตามอัลกอริทึม เมื่อ Spotify ใช้สัญญาณต่างๆ เลือกเพลงถัดไปให้ผู้ฟัง เราจะแจ้งข้อมูลให้ทีมศิลปินทราบในรายการแนะนำ และช่วยค้นหาผู้ฟังที่มีแนวโน้มจะชอบเพลงของทีมมากที่สุด หลังจากเผยแพร่เพลง "Miss Summer" ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ทีมของ ODIE ที่ EMPIRE ก็ได้ทดลองใช้ Discovery Mode เพื่อดูว่าจะเพิ่มความสนใจให้ซิงเกิลใหม่และกระตุ้นให้ผู้ฟังเข้ามาทำความคุ้นเคยกับทุกผลงานของเขาอย่างลึกซึ้งขึ้นได้อย่างไร ทีมงานพบว่าผู้ฟังของ ODIE เพิ่มขึ้นถึง 69% ซึ่งทำให้เขาได้รับค่าลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับก่อนใช้ Discovery Mode
Discovery Mode ยังอยู่ในช่วงทดสอบระยะแรก แต่จากผลลัพธ์ที่เป็นไปได้เหล่านี้และข้อเสนอแนะจากคู่ค้าของเรา ทำให้เรามั่นใจที่จะขยายสิทธิ์การใช้งานไปยังค่ายเพลงจำนวนมากขึ้นในปลายปีนี้ รายการแนะนำตามอัลกอริทึมของเราเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงว่าที่แฟนๆ บน Spotify ที่สนใจค้นหาเพลงใหม่ๆ มาฟัง สำหรับศิลปินอิสระอย่าง ODIE ซึ่งมีผลงานเพลงที่ยากจะจัดให้อยู่ในแนวเพลงแค่แนวเดียวนั้น อัลกอริทึมของ Spotify จะช่วยทดสอบว่าผู้ฟังคนไหนจะให้การตอบรับที่ดีกับเพลงของเขาได้อย่างชาญฉลาด และเนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าในการเริ่มต้นใช้งาน ค่ายเพลงและผู้จัดจำหน่ายทุกระดับจึงสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ศิลปินทุกคนมีโอกาสโฆษณาตัวเอง เพิ่มจำนวนฐานแฟนเพลง และควบคุมความสำเร็จบน Spotify ได้มากขึ้น "เครื่องมือนี้ยอดเยี่ยมมากสำหรับศิลปินอิสระอย่างเราที่ต้องการความเท่าเทียมในวงการดนตรี และยังช่วยเพิ่มการเข้าถึงเพลงของเราได้ดีมากอีกด้วย" Emmett กล่าว
สำหรับ ODIE การเปลี่ยนผู้ฟังทั่วๆ ไปให้เป็นแฟนตัวยงยังหมายถึงการแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับคนทั้งโลก ทำให้เรื่องส่วนตัวกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจ เช่นเดียวกับที่ไอดอลของเขาทำ "ในฐานะแฟนเพลง เวลาที่ผมฟังเพลงของ Kid Cudi ผมไม่ได้คิดว่า 'อา สงสัยจังว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Kid Cudi ตอนที่เขาแต่งเพลงนั้นขึ้นมานะ' แต่กลับคิดว่าเขากำลังเล่าถึงชีวิตผมอยู่ และยิ่งผมมั่นคงในแนวทางของตัวเองมากเท่าไร ผมก็ยิ่งเป็นเสมือนตัวแทนที่เล่าเรื่องราวชีวิต [ทุกวันนี้] แทนเด็กเหล่านั้นได้มากเท่านั้น ทุกๆ คนก็จะสามารถเติบโตและพัฒนาไปพร้อมกับผมได้" ODIE กล่าว
Spotify for Artists ช่วยคุณพัฒนาฐานแฟนที่คุณต้องการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย